บทบาทพ่อแม่เมื่อลูกต้องเรียนที่บ้าน

วันที่เผยแพร่ : 29 พ.ค. 2563 14:28 น.

วันที่เแก้ไข : 4 ก.ค. 2563 08:06 น.


เดือนพฤษภาคม เป็นที่รู้กันว่าเป็นช่วงเวลาเปิดเทอมที่เด็กๆ ต้องไปโรงเรียน แต่ด้วยการแพร่ระบาดของโควิด – 19 จึงจำเป็นต้องเลื่อนการเปิดเทอมไปก่อนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

การเรียนที่บ้าน จึงเป็นหน้าที่ที่ผู้ปกครองต้องช่วยกันดูแล จะว่าไปแล้วการดูแลเด็กในครอบครัวก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองอยู่แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้ดูพิเศษกว่าครั้งไหนๆ ทำให้พ่อแม่หลายท่านเริ่มกังวลว่าจะทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีหรือไม่

รูปแบบการจัดการเรียนการสอนในช่วงการแพร่ ระบาดของโควิด – 19 สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

1.การเรียนแบบออฟไลน์ เป็นการเรียนรู้ทางไกลอยู่บ้าน แต่มีแบบฝึกทักษะการเรียนส่งให้ถึงบ้านพร้อมกับคู่มือ อุปกรณ์ต่างๆ มาให้ผู้ปกครองศึกษา การเรียนแบบนี้ จะไม่มีจอใดๆ ถ้ามีจอก็ผู้ปกครองดูจอแทนว่าคุณครูให้ทำอะไรบ้าง เป็นการแนะนำพ่อแม่ให้ทำกิจกรรมกับเด็ก ส่วนเด็กก็ลงมือทำกิจกรรมร่วมกับผู้ปกครอง เป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัวมากขึ้น

2.การเรียนแบบออนแอร์ มีกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านจอทีวี เป็นโครงการของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ร่วมกับ สพฐ. เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะมีรายการที่ทางกระทรวงแจ้งไว้ว่ามีกำหนดออกอากาศวันไหน แต่การเรียนในลักษณะนี้จะเป็นการเรียนรู้ทางเดียว เด็กก็จะหลับบ้าง หมดแรงดูบ้าง โดยที่ผู้สอนในจอก็ยังสอนต่อไป เพราะไม่สามารถเห็นปฏิกิริยาของเด็กๆทุกคนได้

3.การสอนแบบออนไลน์ โดยมีครูเตรียมการสอนอยู่ที่โรงเรียน แล้วไลฟ์สดถึงบ้านหรือทำเป็นคลิป การสอนแบบนี้ผู้เรียนจะให้ความสนใจมากขึ้น เพราะครูชวนพูด ชวนทำกิจกรรม เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ โดยยึดบ้านเป็นฐานการเรียนรู้

หากพ่อแม่ไม่รู้เรื่องวิชาการ วิชาเรียนของลูก จะทำอย่างไร?

ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่สามารถสอนลูกได้ อย่าตั้งความคาดหวังไว้สูง เพียงทุกๆ วัน ได้สร้างทักษะชีวิตให้ลูกเริ่มต้นจากที่บ้าน เริ่มจากเรื่องง่ายๆ ด้วยการช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันในบ้าน เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว พับ แขวนเสื้อผ้า จัดสรรเวลาให้ผสมผสานกับชีวิตประจำวันและทำน้อยๆ แต่เน้นคุณภาพ ดีกว่าทำมากๆ แต่ไม่มีความสุข โดยบทบาทของพ่อแม่ มีดังนี้

1.เข้าใจ ขอให้ผู้ปกครองทำความเข้าใจว่าสื่อแต่ละอย่างที่นำมาให้เด็กได้เรียนรู้มีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป ให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเอง เข้าใจพัฒนาการและธรรมชาติของเด็ก

2.มั่นใจ ให้มั่นใจว่ารูปแบบที่เราเรียนรู้สมัยเด็กๆ ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ ให้มั่นใจว่าตัวเองสอนได้ อาจจะไม่ได้สอนแบบคุณครู แต่ก็สอนให้เด็กสนุกกับกิจกรรม ทำให้เกิดการเรียนรู้ตามมา

3.ทำใจกับสถานการณ์

นับว่านี่เป็นโอกาสที่ผู้ปกครองได้มีความสุขร่วมกับลูก เปิดโอกาสให้ได้ใช้เวลากับลูก หัวใจสำคัญคือสุขภาพจิตของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ให้เป็นเชิงบวก อย่าตั้งเป้าหมายให้เยอะเกินไป พยายามให้ลูกใช้ชีวิตประจำวันเองให้ได้เพื่อปลูกฝังทักษะชีวิตให้กับเขา เพื่อที่จะเติบโตเป็นอนาคตของชาติในภายภาคหน้าอย่างมีคุณภาพ

ที่มา: www. thaihealth.or.th



ฝ่ายประชาสัมพันธ์ Student Care
ยึดมั่นธรรมาภิบาล ทำงานเพื่อการศึกษาไทย....


21 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 29 แยก 7 ถ.ประเสริฐมนูกิจ 29 ต.จรเข้บัว อ.ลาดพร้าว จ.กรุงเทพมหานคร 10230
โทร 0808086001
แฟ็กซ์ 029435477
เว็บไซต์ http://www.student.co.th

5
Hide
Show
ติดต่อเราที่นี่